เทศน์เช้า

สติ มหาสติ

๑๕ เม.ย. ๒๕๔๓

 

สติ มหาสติ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์เช้า วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๔๓
ณ วัดสันติธรรมาราม ต.คลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

สติสัมปชัญญะ สติ เราฟังสติก็ว่าสตินะ มันสติ มหาสติ เป็นสติตัวเดียวกัน

มันไม่ใช่! สติเป็นสติ เห็นไหม ดูเด็กเล็กๆ เล่นกันนี่มีสติ ถ้าไม่มีสติเด็กนี้จะครองตัวเองไม่ได้ นักกีฬาก็เหมือนกัน ทีมยุวชนทีมเยาวชนนั้นเป็นอย่างหนึ่ง ทีมเยาวชนเล่นกันก็มีสติสัมปชัญญะ ความสามารถของเขาชุดหนึ่ง แต่เวลาเขาขึ้นไปทีมประชาชนขึ้นไปสูงขึ้น สติเขาเป็นมหาสติมหาปัญญาขึ้นมาได้

นี่จากคนๆ เดียวกันไง สติ มีสติรอบรู้อยู่ มีสติ งานเป็นงานไปหมด ถ้าขาดสติงานไม่เป็นงาน สติสัมปชัญญะ สติ แล้วพอทำไปเรื่อยๆ สตินั้นมันละเอียดเข้าไป คือว่าเราระลึกรู้สติอยู่ตลอดเวลา การทำสติอยู่ตลอดเวลา การทำงานดีขึ้นๆ การทำงานดีขึ้นไป

พอดีขึ้นไปมันจะเห็นความผิดพลาด ความผิดพลาดกับความเรียบร้อยมันจะมองเห็นตรงนั้น นี่ถึงว่ามันเห็นคุณของสติไง พอคนเห็นคุณของสติ พยายามระลึกรู้สติขึ้นมาตลอดเวลา สติขึ้นมา นี่สติ

“สติกับปัญญา” สติกับปัญญาเป็นสติปัญญาพื้นๆ ที่ทำเข้าไป แล้วละเอียดเข้าไปๆ จนเป็นมหาสติ มหาปัญญา

ถึงว่ามหาสติ มหาปัญญา กับสติปัญญาเป็นอันเดียวกันก็ได้ ไม่ใช่เป็นอันเดียวกันก็ได้ แต่ถ้าเป็นอันเดียวกันนี่มันเป็นอันเดียวกันไม่ได้ ก็ได้หมายถึงว่ามันสืบต่อเนื่องกันไป แต่เวลามันแสดงตัวของมัน มันแสดงตัวคนละหน้าที่ไง

สติปัญญานี่เราพิจารณาเข้าไปเรื่อยๆ เห็นไหม พิจารณาเข้าไปเรื่อยๆ สติปัญญามันจะละเอียดเข้าไปเรื่อยๆ แล้วมันก็ทันอารมณ์ตัวเองเรื่อยๆ นี่ก้าวเดินตามรอยโคไปเรื่อยๆ ตามรอยโค ถึงตัวโค เห็นไหม ถึงตัวโคขึ้นมาถึงอาการของใจ เราถึงจะเริ่มชำระล้างใจของเราได้

นี่มันเริ่มจากสติ ถ้าขาดสติไป งานมันจะเป็นไปไม่ได้ สติปัญญาก้าวเดินไปๆ วิปัสสนาไปมันจะเป็นอีกมากเลย สติลึกซึ้งมาก ปัญญาจะเห็นมาก ใคร่ครวญไปเรื่อยๆ เหมือนกับนักกีฬา เวลาแข่งขันกันมีความชนะขึ้นมาก็ดีใจ แพ้ก็เสียใจ ความเสียใจควรอยู่ในใจ แต่น้ำใจนักกีฬาคือน้ำใจการต่อสู้

นี่ก็เหมือนกัน ในการเฝ้ามองตัวเองไง เฝ้ามองจิตใจของตัวเอง มันมีการแพ้มีการชนะตลอดเวลา สติปัญญามันก็ทันเข้าไปเรื่อยๆ ทันเข้าไปเรื่อยๆ... ทันเข้าไปเรื่อยๆ จนความเห็นชอบ ความเพียรชอบ ความดำริชอบ การงานชอบ ความวิริยะชอบ สติชอบ สมาธิชอบ นี่ชอบรวมตัวกัน จนสมุจเฉทปหานออกไปเป็นชั้นๆ ออกไป จนกายกับใจขาดออกจากกัน

นี่จากกายกับใจ เห็นไหม นักฟุตบอลเขาจะมีโทษ ๒ จังหวะ ต้องเขี่ยก่อนถึงเตะเป็น ๒ จังหวะขึ้นมา ให้ ๒ จังหวะ กายกับใจนี่เป็นจังหวะ ๒ คือระหว่างใจออกมาถึงที่กาย เห็นไหม ใจมันมีความคิดก่อน มันถึงผ่านกายออกมาเป็นจังหวะ ๒ แล้ววิปัสสนาเข้าไปเรื่อยๆ จนมันตัด วิปัสสนาเรื่อยๆ นะจนภาวนามยปัญญามันเกิดขึ้น มันตัดออกไป ตัดกายกับใจนี้แยกออกจากกัน ถึงเป็นโทษจังหวะเดียว ต่อไปนี้มีแต่หัวใจเฉยๆ หัวใจพอมันคิดขึ้นมามันจะเป็นทันทีเลย

ถึงต้องเป็นมหาสติมหาปัญญาไง มหาสติมหาปัญญากับสติปัญญามันทำงานคนละหน้าที่กัน คนละจังหวะกัน จังหวะ ๒ นี่เป็นสติปัญญาทำงานได้ แต่มหาสติมหาปัญญานี้ทำงานภายใน มหาสติมหาปัญญาทำงานหมายถึงว่า จิตนี้มันส่งออกทีเดียวเลย มันไม่ต้องผ่านกาย เพราะมันตัดกายกับใจออกจากกันแล้วเป็นโทษจังหวะเดียว มันไม่ต้องผ่านกาย ไม่ต้องมีจังหวะ ๒ กระทบมันถึงจะแสดงออก

นั้นถึงว่าต้องเป็นมหาสติมหาปัญญา จึงทำงานคนละหน้าที่ไง มหาสติมหาปัญญาเข้าถึงความละเอียดอ่อนข้างใน ที่ว่าตอนปัจจุบันนี้เราตามความคิดเราไม่ทันเลย ความคิดของเราเรายังตามความคิดของเราไม่ทัน เพราะว่าสติปัญญาเรายังไม่สมบูรณ์ มีสติมีปัญญาอยู่โดยมนุษย์สมบัติ เริ่มต้นเรามีสติอยู่ ถ้าขาดสติอยู่เราต้องเข้าโรงพยาบาล

นี้คือสติปัญญาของปุถุชนไง สติปัญญาของพระอริยเจ้าขึ้นมา มันละเอียดเข้ามาจนตัดกายกับใจออกจากกัน เห็นไหม พระอริยเจ้าก็ยังเป็นชั้นๆ เข้าไปจนมหาสติมหาปัญญา ต้องพระอนาคามีขึ้นไปถึงจะเป็นมหาสติมหาปัญญา ต้องเป็นพระอนาคามีขึ้นไป ขึ้นไปแล้วจนเป็นสติปัญญาเป็นอัตโนมัติ

แต่พอใช้หมดไปแล้วสติปัญญาก็ไม่มี เพราะสติปัญญานี้เป็นสมมุติ จิตนี้เป็นวิมุตติขึ้นมา สติปัญญานี้เราสร้างขึ้นมา แล้วมันก็ใช้กันไป มรรคมันหมุนขึ้นไปๆ คราวหนึ่งๆ มันตัดออกไป สมุจเฉปหานไปคราวหนึ่ง มรรค ๔ ผล ๔ มหาสติมหาปัญญายังมีอีก ๒ ชั้นข้างใน มหาสติมหาปัญญา

“สติปัญญา” พระอริยบุคคล ๒ ชั้นแรกใช้สติปัญญา แต่สติปัญญาของพระอริยบุคคลนะ ไม่ใช่สติปัญญาของปุถุชนเรา แล้วพอสูงขึ้นไปเป็นมหาสติมหาปัญญาเข้าไป จนอันสุดท้ายนะ เป็นมหาสติมหาปัญญาจนละเอียดอ่อนเข้าไปจนเป็นปัญญาญาณเข้าไป

ฉะนั้นมหาสติมหาปัญญากับสติปัญญาถึงเป็นคนละส่วนกัน แต่อาศัยเกี่ยวเนื่องกัน จากเด็กเป็นผู้ใหญ่ขึ้นไป จากความคิดเด็กๆ สติปัญญาของเด็กๆ สติปัญญาของผู้ใหญ่ สติปัญญาของผู้คนแก่เฒ่าสติปัญญาเขาจะพร้อมมาก เขาจะพร้อมขึ้นไป สติปัญญามันก็ก้าวเดินขึ้นไป

จากการที่เราพยายามดำริเรานึกอยู่นี่ สติปัญญาจะเกิดขึ้น ระลึกอยู่ตลอดเวลา มีสติมันทำงานก็ไม่ผิดพลาด แล้วมันเหนี่ยวรั้งเราไว้ไง ไม่ให้เราทำงานผิดพลาดออกไป เหนี่ยวรั้งเราไว้ ความผิดความพลาดมันจะมองเห็น เพราะสติยับยั้งแล้วปัญญาเราจะหมุนไป มรรคมันจะเดินออกไป สัมมาสมาธิ ว่าแต่สัมมาสมาธิอยู่ ต้องมีสัมมาสมาธิก่อน แยกระหว่างแรงดึงดูดของกิเลสกับใจให้ออกจากกัน

แต่ถ้าขาดสติ เห็นไหม สติยับยั้งขึ้นมาก็เริ่มต้นของงาน มีสมาธิก็มีอยู่ แต่สติยับยั้ง มันแบ่งเข้าไปไม่ถูกว่าตรงไหนเป็นจุดเริ่มต้น พอเห็นจุดเริ่มต้นมันก็ก้าวเดินตามอันนั้นไป มันถึงต้องพร้อมกันไปหมด จุดเริ่มต้นแล้วอะไรเริ่มต้น?

เริ่มต้นต้องมีความดำริไง ความดำริความคิดออกไปนั้นคือปัญญาอยู่ดี แต่ปัญญานี้มันก็ขาด ขาดด้วยปัญญา แต่องค์รวมของมันคือสมาธิกับสตินี้สำคัญที่สุด ถึงว่าเป็นสติปัญญา

เห็นเขาว่า พระเขาพูดกันมาว่า “สติปัญญากับมหาสติมหาปัญญาเป็นอันเดียวกัน เป็นแท่งเดียวกัน”

เราถึงบอก “มันไม่ใช่” มันไม่ใช่แต่มันเกี่ยวเนื่องกัน เป็นอันเดียวกันคือว่ามันไม่ขึ้นเป็นมหาสติมหาปัญญาอยู่อันนั้น มันไม่เห็นความที่ว่าเหมือนกับแมวตะครุบหนู จังหวะที่แมวตะครุบหนูขึ้นมา หนูวิ่งผ่านมาจะตะครุบอย่างไร

ถ้าคนเห็นว่ามันผ่านระยะใกล้ระยะไกล ระยะใกล้ความว่ามันมีสิ่งปิดบังขนาดไหน มันตะครุบได้ง่ายหรือว่ามันมีสิ่งซ่อนเร้นอยู่ เห็นไหม มันถึงว่าจังหวะหนึ่งจังหวะสองไง

นี่เหมือนกัน การพุ่งออกมาของความคิดของใจแล้วสติยับยั้งอยู่ นี่ถึงว่ามันเป็นชั้นกับ ๒ ชั้นขึ้นมา มันถึงจะเห็นว่ามหาสติมหาปัญญาถึงไม่ใช่อันเดียวกัน มันต่างคนต่างอัน แล้วผู้ที่พร้อมอันนั้นไปแล้วมันถึงทำอะไรมันถึงพยายามทำถูกต้องไง

นี่ถึงว่ามหาสติมหาปัญญากับสติปัญญามันคนละอัน คนละอันเลย แล้วยังเป็นปัญญาญาณอีก เห็นไหม เป็นปัญญาญาณ เป็นสติ เป็นสติอัตโนมัติ เป็นสติเข้าไปลึกเข้าไปเรื่อยๆ นี่คือสติไง พูดถึงเรื่องสติแล้วเราถึงว่าพระเขาว่าเป็นอันเดียวกันก็ไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่แล้วมันเอามาจากไหน

มันก็เจริญเติบโตขึ้นไป จนสูงขึ้นไป จนถึงที่สุดแล้วมันเป็นสมมุติอันหนึ่ง เป็นสิ่งที่เคลื่อนไป มันก็ยังจบสิ้นไป การจบสิ้นไปคือการใช้เป็นประโยชน์ขึ้นมาจากเรา เราได้ประโยชน์ขึ้นมา รู้หมด สิ่งที่เป็นสติก็ได้ สิ่งที่เป็นมหาสติก็ได้ รู้ว่ามันเป็นขั้นตอนตรงไหน แล้วมันชำระล้างของมันไปอย่างไร สุดท้ายแล้วก็ไม่ดึงไว้ เหมือนรถ มาถึงนี่แล้วรถจอดไว้นู่น คนขึ้นมาบนนี้

นี่เหมือนกัน ใจที่เห็นสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นแล้วชำระล้างออกไปด้วยมัคคอริยสัจจัง มันวนเวียน มันหมุน มันมัคคสามัคคีแล้วมันปล่อยวางไว้ตามความเป็นจริง แต่มันรู้ขั้นตอนของมันเข้ามาตลอด ผู้ผ่านแล้วถึงเข้าใจตรงนี้ตลอดรอดฝั่ง เอวัง